วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เพลงกล่อมเด็ก4ภาค

เพลงอื่อลูก
(เพลงกล่อมเด็ก แบบภาคเหนือ)
อื่อ อื่อ จา จา             หลับสองต๋า
แม่ไปนานอกบ้าน        ไปเก็บบ่าส้าน
ใส่ซ้ามาแขวน            ไปเก็บบ่าแหน
ใส่ซ้ามาต้อน             น้องอย่าไห่อ้อน
แม่ไปไฮ่บ่มา             อื่อน้องหลับสองต๋า
นอนจ๋าตี่ตี๋                 ตี่ตี๋ติดกัน
หลับเมื่อวัน               น้องอย่าไปอ้อน
อื่อ อื่อ อ้อน              หื้อหลับเสียเตอะนาย

อื่อ...........จา......จา.........
หลับสองตานะลูกหล้าตัวน้อย
ผีเงือกน้อยอาบน้ำกองทราย
ผีวัวลายอาบน้ำในร่องเหมือง

อื่อ...........จา.......จา........
นกกางเขนบินไปบินมา
กาสองตัววกตามพ่อกา
ถือด้ามพร้าหลอกล่อ
นกพิราบจับกาแลยุ้งข้าว

อื่อ...........จา..........จา.......
แม่ของเจ้าไปตลาดยังไม่มา
หลับสองตาถ้าแม่มาค่อยตื่น อื่อ.....อือ.........จา
อือ อือ อ้ายเหยเฮย อ้ายไปก๊ากีด ยากใจ เยียะถกหลักขึ้นขว้าง ยกต่างขึ้นตั้ง
ไปฮอดตี้ยั้ง จะปดกินตอน ไปฮอดตื้นนอน จะปดกินหญ้า
ตั้งแต่นี้ปายหน้า จะใส่สองแสนต่อร้อย บัวปู๊คำน้อย ใส่ต่างเบา เบา
ปู๊จอมป่าเหล่า ใส่ต่างหมั้น หมั้น ปู๊คำผั้น ใส่ร้อยเจ็ดแสน
ปู๊ตาแหวน ใส่แหว่น ในจู้ ปู๊หลบหลู่ ใส่ต่าง นำตาง
ตี๊ผางลาง ไปปุ๊นแจ้ว แจ็ว อ้ายก๋องแก้ว เอาหยังมาต้อน ปั้นน้องพ่องกา.
อือ อือ จาจา หลับสองต๋าแม่นายมา ก่อยตื่น แม่จักอื่น เจ้าว่าจาจา ว่าหลับเต๊อะนา
หลับตาเต๊อะนา กุ๋มมาลาแม่อย่าไห้ ว่าแก่นแก้วไท้ แม่หลับเสียเนอ
แมงหมีหน้อย จักมาต๋อมต๋า แมงลำลา จักมาต๋อมหน้า ต๋อมแล้วรวดบินไป
ว่าอืออือจาจา หลับสองตาแม่นายมาอย่าไห้ บึกหนึ่ง แม่แก้วแก่นไท้
แม่จักมาเอา อื่อ อือ

นอนสาเนอทองคำลูกแม่ นอนแต่เซ้าเจ้าอย่าติ่งคิ่ง
นอนจริงจริงหลับตาจ้อยจ้อย ลูกอ่อนน้อยนอนแล้วแม่กวย
ตาเวนส่วยถึงยามกินเข้า ให้ลูกแจ่มเจ้าลุกมากินนม
แม่ซิโจมเจ้าไปอาบน้ำ จับส่วยล้างเจ้าอย่าหาโล
นอนสาเนอ หลับตาจ้วยจ้วย เขามาขายก้วยแม่ซื้อให้กิน
เจ้าสุบินนอนสาลูกแล้ว นอนอยู่แล้วในอู่สายไหม
นอนอยู่จักกวยไปไวไว นอนอู่ไทยกวยไปโต้นเต้น.

นอนสาแม่เยอ แม่เฮาไป ไฮ่ขี่ควายเขาหลา แม่เฮาไปนา ขี่ควายเขาตู้
ขาหนึ่งคู้ ขาหนึ่งเหยียดซอย สองขาหน้า ยันไปกุ่นกุ่น
สาวไล่กัน ขี้ดินไงผง นอนสาแม่เยอ
นอนสาลูกเยอ หลับตาไปอ่วยซ่วย เห็นไผมาขายก้วย พ่อสิซื้อให้กิน
แม่เจ้าไม่ไฮ่ เผิ่นสิหมกไข่มาหา แม่เจ้าไปนา เผินสิหมกไข่ปลาต้อน
แม่เจ้ามาฮอด แล้วจึงค่อยตื่นกินนม.

อื่อ อื้อ จ้าจา
หลับสองตาแม่ไปนานอกบ้าน ไปเก็บมะส้านใส่ซ้ามาแขวน
ไปเก็บมะแหนใส่ซ้ามาต้อน น้องอย่าไห้อ้อนแม่ไปไฮ่บ่มา
หื้อน้องหลับสองตา นอนจาตี่ตี้ ตี่ตี้ติดกัน
หลับเมื่อวันน้องอย่าไห้อ้อน อออื้ออ้อน หื้อหลับเสียเตอะนาย
นอนเสียเยอ ลูกน้อยพ่อเอย เจ้าบ่นอน แมวโพงสิขบแก้ม
เจ้าบ่แอ้ม ไก่น้อยมันสิตอด หน่อยตา
เจ้าบ่นอน หมากสีดามันสิโหล่นจากขวั่น.

โอ้โอ นอนสาเหนอ
หลับตาสาเหนอ เจ้าบ่นอนอู่นี่ หนีไปนอนอู่ใหม่ นอนสาเหนอ
หลับตาสาเหนอ อู่เมืองเจียงใหม่ แม่นอู่สายไหม อู่เมืองไทย
แม่นอู่สายด้าน อู่เมืองด่านซ้าย แม่นอู่สายปอ นอนเหนอหล้า
เจ้าอาดลาดทาดใหญ่หนองคาย พ่อเจ้านี่เหนอ
ดินโลมในพะทายโลมยอก จำพอกแล้ว
เอาแก้วขึ้นไส่จอม เหลียวไปไกล แสงไฟพมพู เอิ้นหาปู่บ่มีผู้จา
เอิ้นหาตาบ่มีผู้ปาก ลำบากน้อยเที่ยวค่ำเที่ยวคืน
พ่อเจ้าแบกฟืนหนัก ซ้าผักผักเฮี่ย ทั้งเจี่ยน้อง ฝนซ้ำผัดริน
นอนสาเหนอ หลับตาสาเหนอ.

เจ้านรหนอยเอย เจ้าขี่ซ้างน้อยไปสอยดอกแค สอยได้เอามาให้แม่
ดอกแค ของข้า ระย้า โหยงเอ๊ย
ดอกแค ของข้า ระย้า โหยงเอ๊ย
(ซ้ำๆ)

เพลงกล่อมลูก
(เพลงกล่อมเด็ก แบบภาคกลาง)                    
นกเขาขัน
นกเขาเอย ขันแต่เช้าไปจนเย็น    
ขันไปให้ดังแม่จะฟังเสียงเล่น เนื้อเย็นเจ้าคนเดียวเอย
กาเหว่า
กาเหว่าเอย ไข่ให้แม่กาฟัก    
แม่กาหลงรัก คิดว่าลูกในอุทร
คาบข้าวมาเผื่อ คาบเหยื่อมาป้อน    
ปีกหางเจ้ายังอ่อน สอนร่อนสอนบิน
แม่กาพาไปกิน ที่ปากน้ำแม่คงคา    
ตีนเหยียบสาหร่าย ปากก็ไซ้หาปลา
กินกุ้งกินกั้ง กินหอยกระพังแมงดา    
กินแล้วบินมา จับต้นหว้าโพธิทอง
นายพรานเห็นเข้า เยี่ยมเยี่ยมมองมอง    
ยกปืนขึ้นส่อง หมายจ้องแม่กาดำ
ตัวหนึ่งว่าจะต้ม ตัวหนึ่งว่าจะยำ    
แม่กาตาดำ แสนระกำใจเอย
วัดโบสถ์
วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นข้าวโพดสาลี
ลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พรากเอาตัวหนี
ข้าวโพดสาลี ต่อแต่นี้จะโรยรา
นอนไปเถิด
นอนไปเถิดแม่จะกล่อม นวลละม่อมแม่จะไกว
ทองคำแม่อย่าร่ำไห้ สายสุดใจเจ้าแม่เอย
เจ้าเนื้อละมุน
เจ้าเนื้อละมุนเอย เจ้าเนื้ออุ่นเหมือนสำลี
แม่มิให้ผู้ใดต้อง เนื้อเจ้าจะหมองศรี
ทองดีเจ้าคนเดียวเอย
เจ้าเนื้ออ่อน
เจ้าเนื้ออ่อนเอย อ้อนแม่จะกินนม
แม่จะอุ้มเจ้าออกชม กินนมแล้วนอนเปลเอย
น้ำ เ อ ย น้ำ ต า
แ ต่ ง แ ก้ ม ช ร า
ว้ า เ ห ว่ ว า ว วั บ
ลู ก ข้ า ห า ย ห นี
บ้ า น มี ไ ม่ ก ลั บ
ค อ ย แ ล้ ว ค อ ย ลั บ
ไ ม่ ก ลั บ บ้ า น เ อ ย ฯ

เ ข า ว่ า ผี ป่ า
มั น ซ่ อ น ลู ก ข้ า
ใ น ป่ า ด ง ใ ห ญ่
ผี ป่ า ล้ ว ง ตั บ
แ ม ว ห ง่ า ว ล้ ว ง ไ ต
ตำ ร ว จ พุ ง ใ ห ญ่
จั บ มั น ขั ง เ อ ย ฯ

เพลงนอนสาหล่านอนสาเด้อหล่า“ - ควมก่อมลูก
(เพลงกล่อมเด็ก แบบภาคอีสาน)
"นอนสะหล่าหลับตาแม่สิกล่อม
นอนตื่นแล้วจั่งค่อยกินนม โอ่....
แม่ไปไห่หมกไขไก่มาหา
แม่ไปนาหมกไข่ปลามาป้อน
แม่เลี้ยงม้อนแล่นเข้าป่าสวนหมอน.....

...นอนสาหล่า หลับตาแม่สิกล่อม
เจ้าบ่นอนบ่ให้กินกล้วย
แม่ไปห่วยไปส่อนปลาซิว
เก็บผักติ้วมาใส่แกงเห็ด
ไปใส่เบ็ดได้ปลาค้อใหญ่
อย่าฮ้องไห้แมวโพลงสิจกตา...
อีเกิ้งเดือนดาว ผู้สาวตำข้าว
ผู้เฒ่าเป่าแคน ตั๊กแตนเป่าปี่
แมงกุดจี่ไถนา นกกระทาตุ้มป๋อม ๆ
ในครัวมีปั้นข้าวจี่ สงสารแมงวันแมงหวี่
ตอมปั้นข้าวจี่ เด็กน้อยนอนเว็น

นอนสาเด้อ...หล่า แม่สิก่อม (นอนเสียเถอะแม่จะกล่อม
ผัดว่าอย่างสิ้นเด่อหล่า (ถ้าว่าอย่างนั้นแหละ)
อะซะไห่ ก๋างคำย่านผีพาย (อย่าร้องไห้กลางคืนกลัวผีพราย)
ยามงายผ่านผีเป้า (อย่าร้องไห้ยามเช้ากลัวผีกระสือ)
เจ้าบ่มีพ่อเลี้ยงกิ๋นแล้วให้เล่นนอนว่าสันเด๋ (เจ้าลูกไม่มีพ่อช่วยเลี้ยง กินแล้วนอน
สะว่าอย่างนั้นแหละ)

เพลงแม่หม้ายกล่อมลูก
(ภาคใต้)
โดย นางบุปผา สีตะวัน
เอ่อ... เออ... เออ... นอนสาหล่า หลับตาแม่สิกล่อม นอนตื่นแล้วสิเอาแก้วใส่มือ อือ.. อือม์.. เออ ฮือ อือ... นอนสาหล่า หลับตาแม่สิกล่อม แม่ไปไฮ่สิปิ้งไก่มาหา แม่ไปนาสิปิ้งปลามาป้อน แม่เลี้ยงม่อนให้นอนอู่สายไหม อือ.. อือม์.. เออ ฮือ อือ... นอนสาหล่าหลับตาอย่าฟ้าวตื่น แม่สิขึ้นโคกคอยเก็บผักหวานมาแลกเข้า เอาหน่อไม้แลกเข้าเผิ่น สิหาเงินมาเลี้ยงเจ้า ถนอมไว้ให้ใหญ่สูง อาว์ อา ลุง น้า ป้า เหลียวหาบ่เอิ้นใส่ ย้อนนางทุกข์ยากไฮ้ ลุงป้าเผิ่นกะซัง เสียใจเด้เฮือนกะเพพอลี้อยู่ มีบ่มีเข้าอยู่ท้องสินอนลี้อยู่จั่งใด๋ เหลือใจเด้นอหล้า คำแพงบ่มีพ่อ มีแต่แม่ค้อม่อ ทอนท่อพ่อบ่มี สี่ปีนอหล่าพ่อไปค้าบ่คืนหลัง ไปหวั่งๆ ตายยังบ่ได้ข่าว ถิ้มนางเลี้ยงลูกน้อย ถิ้มนางเลี้ยงลูกน้อย ทอนท่อพ่อบ่มี... นอ
เอ้อ เหอ เออ กะ เหอ เอ้อ เหอ เออ นอนสาหล่า หลับตาแม่สิกล่อม แม่ไปไฮ่กะเห็นไก่เขี่ยยา แม่ไปนากะเห็นกาเขี่ยม้อน ต้อนติแต้นกะนอนอู่ตั๊กแตน ตักแตนโมกะสิโตห้าล้าน ยาดตาปาดกะโตสี่ตำลึง เอ้อ เหอ เออ กะ เหอ เอ้อ เหอ เออ โอนสาลูไขปักตูกะให้อ้ายคำเปะ อ้ายคำเปะกะขี้ม้าแม่หมัน ไปบ่ทันกะมันเตะมันถีบ ขาลีบๆ กะทั้งกีบทั้งเต ขาเป๋ๆ กะเตะลงป่างหง่าง เอ้อ เหอ เออ กะ เหอ เอ้อ เหอ เออ แกนแวนเอยกะเห็นควยเฮาบ่ เห็นละแหม่กะอีตู้ไปก่อน อีด่อนนำหลังกะอีดำนำก้น แขนโค้นไม่ยาง แขนขางไม้บวก ขวกอันนี้กะลีลับลีลับ แมงคับบินกะไจับกกแต้ ตั้งขี้แท้เขาว่าดอกอีลุม จูมจีเขาว่าดอกคัดเค้า นั่งเค้าเม้ากะตาเหลียกหลากลาน เอ้อ เหอ เออ กะ เหอ เอ้อ เหอ เออ

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สุภาษิตคำคมล้านนา

๑.แมงโบ้งบ่ต๋ายกั้นใบไม้
ความหมาย คนเราย่อมมีช่องทางในการทำมาหากิน

๒ ตกขั๋วลวดอาบน้ำ
ความหมาย ผิดพลาดอย่างหนึ่งแล้วช๋วยโอกาศ อย่างหนึ่ง

๓ คั้งใกล้ไฟไข๋ใกล้แดด
ความหมาย หนุ่มสาวอยู่ใกล้กันต้องระวังจิตใจและอารมณ์

๔ บ่ดีกิ๋นก่อนตาน บ่ดีมานก่อนแต่ง
ความหมาย ไม่ควรทำอะไรเมื่อยังไม่ถึงเวลาอันสมควร

๕ อยู่บ้านใดหื้อเอาไม้นั้นเป็นตอก
ความหมาย คนเราเมื่ออยู่ที่ไหน ควรจะประพฤติปฏิบัติเมื่ออยู่ที่นั้น

๖ ปากเป็นทำใจดำเหมือนหมิ่นหม้อ
ความหมาย พูดดีแต่ใจดำปากกับใจไม่ตรงกัน

๗ ร๊วกบ้านนอก บ่เท่าสอกกอกในเมือง
ความหมาย ชลาดบ้านนอกไม่เท่าคนกระจอกในเมือง

๘ ตุ้มผ้าลายหมาจ่างเห่า ค้นคำเก่าจ่างผิดหัวกั๋น
ความหมาย การขุดขุ้ยเรื่องเก่าที่ไม่พอใจกันย่อมทำให้ทะเลาะกันเอง

๙ จับใจ๋แฮ้งบ่จับใจ๋กา จับใจ๋ครูบาบ่จับใจ๋พระน้อย
ความหมาย ต่างคนก็ต่างจิตใจ

๑0 คบแร้งเป็นแร้งคบก๋าเป็นก๋า
ความหมาย

๑๑ ตุ๊กบ่ได้กิ๋น บ่มีไผตามไฟส่องต้อง ตุ๊กบ่ได้หย้องปี่น้องเปิ้ลดูแควน
ความหมาย

๑๒ เสียงบ่คมหื้อใส่ด้ามหนักๆ ความหู้บ่นัก หื้อหมั่นศึกษา
ความหมาย

๑๓ ปากว่าแต้น้ำใจ๋บ่ต๋าม กำฟู้เอางามน้ำใสส่วยหน้า
ความหมาย

๑๔อย่าอยู่คนเดียว อย่าเตียวเป็นหมู่ อย่าอู้เสียงดัง อย่าฟังกำสนส่อ
ความหมาย

๑๕ กำฟู้นักปราชญ์ เหมือนดาบสองคม กำฟู้คนง่าว งม เหมือนลม หปัดไม้
ความหมาย

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

แก้ข้อสอบ

ตอนที่ 1

ชาติที่ 1 เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี - เตมียชาดก

ชาติที่ 2 เพื่อบำเพ็ญวิริยบารมี - มหาชนกชาดก

ชาติที่ 3 เพื่อบำเพ็ญเมตตาบารมี - สุวรรณสามชาดก

ชาติที่ 4 เพื่อบำเพ็ญอธิษฐานบารมี - เนมิราชชาดก

ชาติที่ 5 เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมี

ชาติที่ 6 เพื่อบำเพ็ญศีลบารมี

ชาติที่ 7 เพื่อบำเพ็ญขันติบารมี

ชาติที่ 8 เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

ชาติที่ 9 เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี

ชาติที่ 10 เพื่อบำเพ็ญทานบารมี

ตอนที่ 2

กัณฑ์ที่ 1  ฒ
กัณฑ์ที่ 2 ฑ
กัณฑ์ที่ 3 ช
กัณฑ์ที่ 4  ก
กัณฑ์ที่ 5  ข
กัณฑ์ที่6  ค
กัณฑ์ที่ 7  ญ
กัณฑ์ที่ 8  ฌ
กัณฑ์ที่ 9  จ
กัณฑ์ที่ 10  ง
กัณฑ์ที่ 11 ฐ
กัณฑ์ที่12  ฉ
กัณฑ์ที่13  ฏ

 ตอนที่ 3

1. ใครเป็นผู้แต่งวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมพระร่าง
ตอบ พระมหาธรรมชาลิไท

2.พระพุทธเจ้า องค์ต่อไปในกัปนี้ ช่ออะไร
ตอบ พระศรีอารย์

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วรรณกรรมพุทธศาสนาแบบฝึกหัดที่ ๑

แบบฝึกหัดวรรณกรรมพุทธศาสนา


วรรณกรรมพุทธศาสนาแบบฝึกหัดที่ ๑
  ๑.  ในสวรรณสามชาดก พระโพฺธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ..พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี.............................................................
  ๒.  ในชนกชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ..พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ วิริยบารมี..............................................
  ๓.  ในนารทชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ...เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี.....................................
  ๔.  ในวิทูรชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ.... เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี.....................................
  ๕.  ในมโหสถชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ.... เพื่อบำเพ็ญปัญญาบารมี.......................................
  ๖.  ในเตมีย์ชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ....เพื่อบำเพ็ญเนกขัมมบารมี.........................................
  ๗.  ในเวสสันดรชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ...เพื่อบำเพ็ญทานบารมี สำหรับชาติสุดท้าย เป็นชาติที่สำคัญ และบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ คือ เวสสันดรชาดก หรือเรื่องพระเวสสันดร..................................................
  ๘.  ในจันทชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ....เพื่อบำเพ็ญขันติบารมี...........................................
  ๙.  ในเนมิราชชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ....พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี..........................................
  ๑๐. ในภูริทัตชาดก  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอะไร
              ตอบ..... เพื่อบำเพ็ญศีลบารมี............................................
  ๑๑.  เวสสันดรชาดก  กัณฑ์ทศพร  สาระสำคัญ คืออะไร
             ตอบ.... เมื่อครั้งอดีตกาลที่ล่วงมา นครสีพีรัฐบุรีนั้นมีพระราชาพระนามสีพีราช ทรงครองเมืองโดยทศพิธราชธรรม พระราชาทรงยกบัลลังก์ให้พระโอรสขึ้นเสวยราชย์แทน เมื่อเจริญวัยสมควรแล้ว  พระราชโอรสมีพระนามว่า "สัญชัย" และได้อภิเษกกับพระนางผุสดี พระธิดาแห่งราชากรุงมัททราช  พรจากภพสวรรค์ แต่ปางก่อนนั้นผุสดีเทวีเสวยชาติเป็นอัครมเหสีของพระอินทร์ เมื่อจะสิ้นพระชนมายุจึงขอทศพรจากพระอินทร์ได้ ๑๐ ข้อ ทั้งยังเคยโปรยผงจันทร์แดงถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า และอธิษฐานให้ได้เกิดเป็นมารดาพระพุทธเจ้าด้วย พร ๑๐ ข้อนั้นมีดังนี้ ..........................................
  ๑๒.  เวสสันดรชาดก  กัณฑ์กุมาร  สาระสำคัญ  คืออะไร
             ตอบ........๑. ความเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ ไม่ผลีผลามเข้าไปขอรอจนพระมัทรีเข้าป่าจึงเข้าเฝ้าเพื่อขอสองกุมาร เป็นเหตุให้ชูชกประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา ดังภาษิตโบราณว่า “ช้า ๆ จะได้พร้าเล่มงาม ด่วนได้สามผลามมักพลิกแพลง” ช้าเป็นการนานเป็นคุณ ผู้รู้จักโอกาส มีมารยาท กล้าหาญ ใจเย็น เป็นสำเร็จ
๒. พ่อแม่ทุกคนรักลูกเหมือนกัน แต่เป็นห่วงไม่เท่ากัน ห่วงหญิงมากกว่าห่วงชาย เพราะท่านเปรียบไว้ว่า “ลูกหญิงเหมือนข้าวสาร ลูกชายเหมือนข้าวเปลือก”
๓. สติ เตสัง นิวารณัง สติเป็นเครื่องป้องกันอันตรายทั้งปวงได้ ขันติ สาหสวารณา ขันติป้องกันความหุนหันพลันแล่นได้ เป็นเหตุให้พระเวสสันดรไม่ประหารชูชกด้วยพระขรรค์ เมื่อถูกชูชกประณาม...............................................
  ๑๓.  เวสสันดรชาดก  กัณฑ์หิมพานต์  สาระสำคัญ  คืออะไร
             ตอบ......๑. คนดีเกิดมานำพาโลกให้ร่มเย็น
                     ๒. โลกต้องการผู้เสียสละ มิฉะนั้นหายนะจะบังเกิด
                     ๓. การทำดีย่อมมีอุปสรรค “มารไม่มีบารมีไม่มา มารยิ่งมาบารมียิ่งแก่กล้า”
               ๔. จุดหมายแห่งการเสียสละ อยู่ที่พระโพธิญาณมิหวั่นไหวแม้จะได้รับทุกข์.............................
  ๑๔. เวสสันดรชาดก  กัณฑ์นคร  สาระสำคัญ คืออะไร
              จงนำข้อมูลต่อไปนี้ไปตอบข้อ  ๑๕ - 
           มนุษยภูมิ     นรกภูมิ    ดิรัจฉานภูมิ    เปรตภูมิ    พรหม ๑๖ ชั้น     สวรรค์ ๖ ชั้น
           อสุรกายภูมิ    พรหม ๔ ชั้น
  ๑๕.  กามภูมิ  ได้แก่...กามภูมิ คือภูมิระดับล่าง มีทั้งสิ้น 11 ภูมิ แบ่งออกเป็น อบายภูมิหรือทุคติภูมิ 4 และ สุคติภูมิ 7 



อบายภูมิ คือภูมิชั้นต่ำ มี 4 ชั้น เป็นภูมิของความชั่วช้าต่าง ๆ นรกภูมิ คือภูมิชั้นต่ำที่สุดในอบายภูมิ ที่ยังมีลึกซ้อนกันลงไปอีกถึง 8 ชั้น มหาอเวจีนรก คือชั้นนรกที่ต่ำที่สุด ผู้ที่กระทำบาปอันเป็น อนันตริยกรรม 5 คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป ทำลายหรือยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน จะไปเกิดในขุมนรกชั้นนี้ ถัดขึ้นมาคือ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสุรกายภูมิ ตามลำดับ

สุคติภูมิิ คือภูมิชั้นสูงขึ้นมา ได้แก่ภูมิของมนุษย์และภูมิของเทวดาอีก 6 ชั้น (ภูมิเทวดาทั้ง 6 รวมเรียกว่า ฉกามาพจร) ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในกามภูมิ คือยังหลงมัวเมาอยู่ในกามกิเลส
................................................................
  ๑๖.  อรูปภูมิ   ได้แก่...ภูมิระดับสูง มี 4 ชั้น อยู่สูงสุดขอบกำแพงจักรวาล เหล่าพรหมในชั้นนี้ไม่มีตัวตน มีเพียงแต่จิต ผู้ที่จะมาเกิดในภูมินี้ต้องจำเริญภาวนาฌาน พิจารณาขันธ์ห้าจนเข้าถึงอรูปฌาน คือไม่ยินดีในร่างกายตน ปรารถนาที่จะไม่มีตัวตน จะได้มาเกิดใน อากาสานัญจายตนภูมิ (Realm of infinite space) คือภพของผู้เข้าถึงฌานอันกำหนดอากาศเป็นช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ มีอายุยืน 20,000 มหากัลป์ แล้วกำหนดจิตให้สูงขึ้น ปรารถนาให้อยู่เหนืออากาศ จนได้เกิดใน วิญญาณัญจายตนภูมิ (Realm of infinite consciousness) คือภพของผู้กำหนดวิญญาน อันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ มีอายุยืน 40,000 มหากัลป์ เมื่อพิจารณาภาวนาฌานให้สูงขึ้น จนได้ฌานกำหนดอันกำหนดภาวะที่ ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ จึงได้เกิดใน อากิญจัญญายตนภูมิ (Realm of nothingness) มีอายุยืน 60,000 มหากัลป์ แต่ยังไม่พอใจใคร่จะได้ไปเกิดในพรหมชั้นสูงขึ้นไป จนจิตเข้าถึงสภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถึงภูมิชั้นสูงสุดในไตรภูมิ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ (Real of neither perception nor non-perception) พรหมโลกชั้นนี้มีสมาบัติยิ่งกว่าพรหมทุกแห่ง สามารถเห็นชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นอินทร์ และชั้นพรหม ดุจเห็นมะขามป้อมกลางฝ่ามือ มีจิตอันเป็น โสภณเจตจิต คือสภาวะธรรมที่ดีงามเกิดดับพร้อมกับจิต มีอายุยืนถึง 84,000 มหากัลป์ 
..........................................................
  ๑๗.  รูปภูมิ  ได้แก่.....

ภูมิระดับกลาง เป็นรูปพรหม มี 16 ชั้น แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และจตุตฌานภูมิ 7 อยู่เหนือสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีภูมิขึ้นไปนับประมาณไม่ได้ ผู้ที่จะมาเกิดในพรหมโลกนี้ ต้องจำเริญสมาธิภาวนา จำเริญกรรมฐาน เพื่อบำบัด ปัญจนิวรณ์ คือ

กามฉันทะ ความพอใจในกาม
พยาบาท ความคิดร้ายเคืองแค้นใจ
ถีนมิทธะ ความหดหู่เซื่องซึม
อุทธัจจกุกกุจจะ ความกระวนกระวายใจ
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย 
.................................................
  ๑๘.  การที่จิตของคนเราจะหลุดพ้นจากภพภูมิต่าง ๆ คือ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
           เราจะต้องทำอย่างไร.....ปล่อยจิตใจให้ร่มเย็นแล้วทุกอย่างจะเป็นสุขเอง.........................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

(หนูกัดผ้า)

(หนูกัดผ้า)



ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ทรงปรารภพราหมณ์ชาวเมืองผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เป็นมิจฉาทิฎฐิ มีโภคทรัพย์มาก เรื่องมีอยู่ว่า...
วันหนึ่ง หนูได้กัดผ้านุ่งคู่หนึ่งของพราหมณ์ ที่เก็บไว้ในหีบ เขาคิดว่า 
    " ความพินาศอย่างใหญ่หลวง จักมีแก่ครอบครัวของเราและผู้ที่นุ่งผ้าคู่นี้ "
จึงให้ลูกชายใช้ท่อนไม้คอนผ้าไปทิ้งที่ป่าช้าผีดิบ
เช้าตรู่ของวันนั้น พระพุทธองค์ได้ตรวจดูเวไนยสัตว์ เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของพราหมณ์พ่อลูกคู่นี้ จึงได้เสด็จไปเหมือนนายพรานตามรอยเนื้อ ได้ประทับยืนอยู่ที่ประตูป่าช้าผีดิบ ทรงเปล่งพระพุทธรังษี ๖ ประการอยู่ ฝ่ายลูกชายของพราหมณ์ เดินคอนผ้าเข้าประตูป่าช้าผีดิบมา เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถาม จึงเล่าเรื่องนั้นให้ฟัง พระพุทธองค์จึงตรัสให้ทิ้งผ้านั้นเสีย พอมานพนั้นทิ้งผ้าแล้ว พระองค์ก็ทรงถือเอาผ้านั้นต่อหน้ามานพนั่นเอง ทั้งๆที่ถูกมานพนั้นห้ามอยู่ว่า 
    " อย่าจับ อย่าจับ ผ้านั้นเป็นอวมงคล "
ก็ทรงถือผ้านั้นเสด็จกลับวัดเวฬุวันไป
มานพรีบกลับไปบ้านบอกเรื่องนั้นแก่บิดา พราหมณ์พอได้ฟังลูกชายเล่าเรื่องจบ ก็ตกใจด้วยเกรงว่า 
    " ความพินาศจักมีแก่พระพุทธเจ้าและพระวิหาร ผู้คนก็จะครหานินทาได้ เราต้องหาผ้าผืนใหม่ไปถวายแลกผ้าคู่นั้นนำกลับไปทิ้งเสีย "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เป็นชาวพุทธไม่ควรเชื่อในเรื่องไม่ดี

(ไก่ขันไม่เป็นเวลา)

(ไก่ขันไม่เป็นเวลา)



   ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่หมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มานพประมาณ ๕๐๐ คน พวกมานพอาศัยไก่ขันยามตัวหนึ่ง ในการลุกขึ้นศึกษาศิลปะ ต่อมามันได้ตายไป พวกเขาจึงแสวงหาไก่ตัวอื่นแทนมัน
   วันหนึ่ง มีมานพคนหนึ่งเข้าไปหักฟืนในป่า ได้ไก่ป่าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ ไก่ตัวนี้ไม่รู้จักเวลาขัน เพราะเติบโตขึ้นในป่า บางวันก็ขันดึกเกินไป บางวันก็ขันอรุณขึ้น พวกมานพพากันตื่นมาศึกษาศิลปะในเวลาดึกเกินไป ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น ก็พากันนอนหลับไป ในเวลาสว่างแล้วก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย พวกเขาจึงพากันพูดว่า " เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวมันขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงศึกษาศิลปะไม่สำเร็จหรอก " จึงนำมันไปแกงเป็นอาหารแล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย์
   อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า
     " ไก่ตัวนี้ ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่
       ไม่ได้อยู่ศึกษาในสำนักอาจารย์
       จึงไม่รู้เวลาที่ควรขันและไม่ควรขัน "


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เกิดเป็นคนต้องรู้จักเวลา ที่เหมาะสมว่าอะไรควรไม่ควร

(เต่าชอบโอ้อวด)

(เต่าชอบโอ้อวด)



ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุสหายกันสองรูปที่มักเถียงกันว่า ใครรูปหล่อกว่ากัน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา สมัยนั้นมีปลาอยู่ ๒ ตัว ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำคงคา อีกตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำยมุนา ปลาทั้ง ๒ ตัวเมื่อว่ายมาเจอกันที่แม่น้ำทั้ง ๒ สายมาบรรจบกันตรงที่ต้นไม้นั้นอยู่ก็มักจะทุ่มเถียงกันว่าใครงามกว่ากันเสมอ ต่างก็ว่าตัวเองนั้นงามกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ตกลงกันไม่ได้สักที จึงพากันไปหาเต่าตัวหนึ่งเป็นผู้ตัดสินให้ว่าใครงามกว่ากัน
     "ท่านเต่าผู้น่ารัก ขอท่านช่วยตัดสินให้พวกข้าพเจ้าเสียทีว่าใครงามกว่ากัน"
     เต่าตัดสินว่า "ท่านปลาทั้งสอง ท่านที่มีอยู่แม่น้ำคงคาก็งามดีไม่มีที่ติ ท่านที่อยู่แม่น้ำยมุนาก็งามดีไม่มีที่ติ แต่โดยรวมแล้วเรางามกว่าพวกท่านทั้งสองอยู่ดี"
     ปลาทั้ง ๒ ตัวฟังคำตัดสินของเต่าแล้วก็ด่ามันกว่า "เจ้าเต่าชั่ว เจ้าไม่ตอบคำถามของพวกเรากลับตอบไปอย่างอื่น" แล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า

      "ท่านไม่ตอบเรื่องที่เราถาม เราถามอย่างหนึ่ง ท่านกลับตอบเสียงอีกอย่างหนึ่ง คนที่ยกย่องตนอง พวกเราไม่ชอบใจเลย"
ว่าแล้วปลาทั้ง ๒ ตัวก็พ่นน้ำใส่เต่านั้น เต่ากลับไปที่อยู่ของตนตามเดิม เทวดาโพธิสัตว์เห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอดได้แต่ให้เสียงสาธุการ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้มักโอ้อวดตนเอง มักจะไม่มีเพื่อนและขาดคนเชื่อถือ